จิ๋นซีฮ่องเต้ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ ผู้เดียวที่สามารถรวบรวมประเทศจีน ทั้ง 7 แคว้น เป็นปึกแผ่นเป็นจักรพรรดิองค์แรก ที่ก้าวขึ้นสู่มหาอำนาจนี้ได้ ชื่อเดิม คือ อิ๋งเจิ้ง อาศัยอยู่ในอาณาจักรรัฐ ฉิน แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ ในช่วงพระชนม์ชีพทรงพระเยาว์ของจิ๋นซีฮ่องเต้ ในหน้าประวัติศาสตร์นั้นล้วนแล้วแต่ว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยการบันทึกใดๆ สิ่งเดียวที่มีการบันทึกอยู่ใน ช่วงวัยเยาว์คือ มีพระอนุชา 3 พระองค์ องค์แรกเข้าร่วมกันกบฏ อีกสองพระองค์ถูกฆ่าตายทั้งเป็น เพราะอะไรถึงได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิชาการส่วนใหญ่ยังคงตั้งข้อสงสัยจนถึงปัจจุบัน ว่าเพราะอะไร พระอนุชาของพระองค์ถึงเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏและทำไมพระองค์ถึงต้องฆ่าพระอนุชาด้วย อีกหนึ่งปริศนา ของประเทศจีนที่เหมือนจะยังไม่มีใครรู้ ฮองเฮาของจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่คือใคร นางสนมนางกำนัลประจำวังหลังของจิ๋นซี ล้วนแล้วแต่ไม่ปรากฏ
พระแซ่พระนามแต่อย่างใด เพราะอะไรประวัติศาสตร์เรื่องราวเหล่านี้จึงหายไปจากหน้าประวัติ จอมจักรพรรดิได้ ในประสองพันกว่าปีไม่มีใครทราบเรื่องนี้ เอกสารทางข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่พบคือ เดือน 9 ฝังพระศพจิ๋นซีฮ่องเต้ที่หลีซาน ฉินรัชกาลที่ 2 กล่าวว่า “วังหลังของฮ่องเต้พระองค์ก่อนไร้บุตรธิดา ไม่เหมาะจะปล่อยออกมานอกวัง ให้ฝังทั้งเป็นตายตามฮ่องเต้ทั้งสิ้น ผู้สิ้นชนม์ตามมีค่อนข้างมาก” ถ้าอาศัยข้อความฉบับนี้ (คิดว่าน่าจะสมบูรณ์ที่สุดแล้ว) อาจจะคาดเดาได้สองอย่าง คือ
ประการแรก วังหลังของจิ๋นซีฮ่องเต้ ไม่มีบุตรธิดา นำมาฝังให้ตายทั้งเป็นให้หมด
ประการที่สอง วังหลังของจิ๋นซีฮ่องเต้ นำเฉพาะผู้ที่ไม่มีบุตรและธิดา มาฝังให้ตายทั้งเป็นให้หมด
แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการขุดค้นพบสุสานของบุตร ธิดาของจิ๋นซีฮ่องเต้อยู่ประมาณ 20 พระองค์ ซึ่งทำให้คาดเดาได้ว่า พระองค์นั้น ไม่ได้ไร้ซึ่งนางสนมเพียงแต่อย่างใด ส่วนใครเป็นฮ่องเฮาจอมจักรพรรดิผู้นี้ยังคงต้องสืบหากันต่อไป
มีวีรชนมากมายที่ล้วนแล้วแต่ฝากชื่อเสียงในเลื่องลือ ในอดีตจนมาถึงยุคปัจจุบัน ถ้าหากเราลองมองย้อนกลับไปแล้ว

เนส เป็นผู้ก่อคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญไม่น้อยไปกว่าคดีอื่นๆ เนื่องจากเป็นผู้หญิงที่ฆ่าคนตายเยอะมากที่สุด 40 รายเธอมีร่างกายที่เหมือนกับยักษ์ เนสมีส่วนสูง 183 เซนติเมตร และน้ำหนักตัวของเธอ 90 กิโลกรัม ก่อนหน้าที่ทุกคนจะรู้จักเธอในนาม เนส เธอมีชื่อว่า บรินไฮส สเตอร์เชธ เป็นชาวนอร์วีเจียน เนส จะฆาตกรรมเหยื่อที่เป็นคนมีฐานะทั้งหมด เนส เข้ามาในอเมริกาเพื่อหาสามีที่มีฐานะและจะเลือกเหยื่อที่สามารถเลี้ยงดูเธอได้นั้นเอง เนส เธอรวยขึ้นและมีฐานะที่ดีขึ้นในเวลาที่รวดเร็วมาก จนเธอได้ไปซื้อฟาร์มเพื่อทำธุรกิจส่วนตัวเพื่อจะได้ไม่เป็นที่จับตามองหรือเป็นที่ต้องสงสัยของใคร หลังจากที่ซื้อฟาร์มแล้วเธอไม่ได้ไปเดินตามที่สาธารณะเพื่อมองหาเหยื่อหรือรอเวลาเผื่อที่จะได้เจอเนื้อคู่ เธอไม่อยู่นิ่งเฉยแต่เธอเลือกที่จะโฆษณาตัวเองผ่านนิตรสารต่างๆ โดยใช้ข้อความว่า “ แม่ม่ายยังสาว เป็นเจ้าของฟาร์มในลาพอร์เต้ รัฐอินเดียน่า ที่มีความปรารถนาจะคบกับสุภาพบุรุษผู้มีฐานะและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ” ด้วยวิธีการที่เธอได้ประกาศหาคู่อย่างเป็นทางการเช่นนี้ จึงมีเศรษฐีหนุ่มใหญ่ผู้มีฐานะหลงกล และเข้ามาเป็นศพในฟาร์มในลาพอร์เต้ไม่น้อยเลยทีเดียว เนส เธอไม่ได้ฆ่าเพียงแค่ผู้ชายที่จะเข้ามาเป็นสามีเท่านั้น แต่ไม่ว่าคนที่รู้เห็นเกี่ยวก้อง หรือตกเป็นที่ต้องสงสัยสำหรับเธอแล้ว เธอจะฆ่าปิดปากทุกคน โดยเฉพาะญาติของสามีเธอทุกคน โดยเหตุผลของเธอมีเพียงอย่างเดียวคือ เธอต้องการสมบัติจาก เศรษฐีใหญ่ทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเธอ และเมื่อเวลาของความโลภของเธอหมดลงคือเวลาที่ ญาติของเหยื่อรายสุดท้ายนั้นบุกไปที่ฟาร์ม แต่เธอได้เตรียมการหนีความผิดไว้หมดแล้ว เธอถอนเงินที่เธอมีอยู่ออกจากธนาคารทั้งหมดและได้เขียนพินัยกรรมขึ้นมา 1 ฉบับ ในเวลาต่อมาไม่นานมีคนมาเจอว่าฟาร์มของ เนส ถูกเผาจนมอดไหม้ และพบศพ 4 ศพด้วยกัน คือ ลูกของเธอ 3 คน และอีกหนึ่งศพที่อยู่ในท่านั่งแต่หัวขาด ซึ่งบ้านเพื่อนช่วยกันยืนยันว่าทุกคนนั้นจำร่างของเธอได้ เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบ ก็เจอกับฟันปลอมของ เนส ที่ตกอยู่ข้างๆ ศพ เหล่านั้น ซึ่งได้ระบุไว้ว่า เนสฆ่าตัวตายหนีความผิดทุกอย่างพร้อมกับลูกๆ ของเธอโดยคนจุดเพลิงเชื่อว่าน่าจะเป็น เนส ที่ลงมือทำเองทั้งหมด
เรื่องราวที่นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 6 เลยก็ว่าได้ เป็นเรื่องของนักโทษประหารคนสุดท้ายที่โดนตัดหัวนักโทษคนนี้มีชื่อว่านาย บุญเพ็ง หีบเหล็ก นายบุญเพ็งนั้นได้รับฉายาว่าหีบเหล็กเพราะว่า เค้าเป็นฆาตกรที่ฆ่าคนตายโดยวิธีการฆ่าเสร็จแล้วนำศพไปหั่นเป็นท่อนๆ เพื่อยัดใส่หีบเหล็กและ เขาก็เอาหินใส่ลงไปในหีบเพื่อถ่วงน้ำหนักไม่ให้หีบนั้นลอยขึ้นมาเหนือน้ำ ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น นับว่าเรื่องราวของนายบุญเพ็งหีบเหล็ก เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนในประเทศไทยผวากันเป็นแถบๆ เพราะวิธีการฆ่าของเขาโหดเหี้ยมเกินคนจริงๆ นายบุญเพ็ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้หลังจากที่เขาได้ฆ่านางปริก ซึ่งเป็นคู่รักของเขาที่นัวเนียกันอยู่พักใหญ่นั่นเอง สาเหตุที่นายบุญเพ็งได้ฆ่านางปริกทิ้งเพราะ นางปริกนั้นตั้งท้องและมาเรียกร้องให้นายบุญเพ็งรับผิดชอบเด็กในท้องแต่นายบุญเพ็งไม่ยอมรับผิดชอบ นางปริกจึงโวยวายทำให้นายบุญเพ็ง ไม่พอใจจึงได้หลอกลวงให้นางปริกออกมาเพื่อปล้นทรัพย์และฆ่าทิ้ง นายบุญเพ็งได้นำร่างไร้วิญญาณของนางปริก ใส่หีบและเอาก้อนหินใหญ่ 8 ก้อนใส่ลงหีบไปด้วยเพื่อจะถ่วงหีบไม่ให้ลอยขึ้นมา แต่แล้วเช้าวันต่อมามีชาวบ้านแถวนั้นได้เห็นหีบลอยน้ำมา จึงนำมาเปิดดูและพบกับศพของนางปริกถูกมัดมือและมัดเท้าอยู่ในท่างอตัวนอนอยู่ในหีบ ก่อนหน้านี้แม่ของนางปริกก็ได้ไปแจ้งความไว้แล้ว เพราะนางปริกหายออกจากบ้านไปหลังจากที่ได้รับจดหมายของนายบุญเพ็งที่ส่งมาบอกว่าให้ออกมาหา โดยหลอกลวงนางปริกว่าจะคืนสร้อยคอที่ได้ยืมมา นางปริกจึงแต่งตัวออกจากบ้านไปหานายบุญเพ็ง ผู้หญิงหลายคนที่เข้ามาติดพันนายบุญเพ็งเพราะนายบุญเพ็งนั้นมีวิชาอาคมทำเมตตามหานิยมเลยมีแต่ผู้หญิงมาติดพันรวมไปจนถึงนางปริกด้วย ตำรวจตามไปจับกุมนายบุญเพ็งที่งานแต่งงานของนายบุญเพ็งกับคนรักในไม่กี่วันต่อมา นายบุญเพ็งจึงได้กลายเป็นนักโทษประหาร และในลานประหารนั้นมีคนไปเฝ้าดูกันเยอะมากแต่ในนั้นไม่มีญาติของนายบุญเพ็งเลย ตอนประหารมีชาวบ้านได้เล่าลือกันว่ารอบแรกที่เพชฌฆาตฟันลงหัวนายบุญเพ็งนั้นไม่สามารถทำอะไร เพชฌฆาตจึงสั่งว่ามีอะไรดีก็ให้คลายทิ้งซะ นายบุญเพ็งจึงท่องคาถาเบาๆ หลังจากนั้นเพชฌฆาตจึงตัดหัวของนายบุญเพ็งกระเด็นออกไป หลังจากที่ได้ ประหารนายบุญเพ็งโดยการตัดคอทิ้งแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายบุญเพ็งจึงกลายเป็นนักโทษประหารที่โดนตัดคอทิ้งเป็นคนสุดท้ายนั้นเอง