ประเทศไทยเรานั้นสังคมตอนนี้ถือว่าดีมากแล้ว สำหรับการเปิดกว้างเรื่องเพศทางเลือก มีการยอมรับคนเป็นเพศทางเลือกมากมายทั้งในโลกของการทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม แต่หากมองไปในระดับโลกยังมีอีกหลายสังคมที่มองว่าการเป็นเพศที่สามนั้นกลายเป็นเรื่องผิด เป็นบาป เป็นตัวตลก จนนำมาซึ่งการล้อเลียน การทำร้ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจตั้งแต่เบาไปหาหนัก อย่างคดีที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้ถือว่าเป็นอุทาหรณ์สำคัญมากของการปฏิบัติต่อเพศทางเลือก
Matthew shepard
เรื่องราวคราวนี้ ต้องเล่าถึงหนุ่มน้อยคนหนึ่งชื่อว่า Matthew shepard หรือ แมทธิว เด็กหนุ่มคนนี้มองจากภายนอกก็เหมือนเด็กหนุ่มน้อยทั่วไป สุภาพ ขี้อาย มีผมสีทอง มีงานอดิเรกด้วยการตกปลา เค้าเป็นคนจิตใจดี เป็นเด็กดีของครอบครัว เป็นคนดีของสังคม แต่เค้ากลับมีเรื่องสับสนภายในจิตใจก็คือเรื่องรสนิยมของตัวเองที่ไม่อาจบอกใครได้ว่าเค้าเป็นเกย์
ความเก็บกดภายในจิตใจ
แมทธิวนั้น รู้ตัวเองดีว่า เค้านั้นเป็นเกย์ แม้ว่าเค้าจะพยายามหาทางออกด้วยการออกเดตกับเด็กผู้หญิงในท้องถิ่น หรือ คนอื่นที่พบเจอแต่ทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้น ล่มไปหมด ซึ่งการเป็นเกย์ของเค้านั้น สภาพสังคมรอบตัวในตอนนั้นยังไม่เปิดรับแนวคิดดังกล่าว ทำให้เค้าไม่กล้าที่บอกออกไปแม้แต่ต่อหน้าครอบครัวของเค้าเองว่า เค้าเป็นอะไร ได้แต่เก็บมันเอาไว้ภายในอย่างเดียว มีเพียงแค่แม่เท่านั้นที่พอจะระแคะระคายสงสัยในพฤติกรรมของแมทธิว แต่ก็ไม่ได้เอะอะอะไรมากนัก นั่นทำให้เค้าต้องเก็บกดความต้องการเหล่านี้ไว้ในจิตใจ
โตขึ้น โลกกว้างขึ้น
อย่างไรก็ตามชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป แมทธิว เองก็เช่นกัน ชีวิตของเค้าเติบโตขึ้น นั่นทำให้เค้าได้ออกไปเผชิญโลกกว้างมากขึ้นด้วย เมื่อเข้าไปเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้เค้าได้เจอกับสังคมที่กว้างมากขึ้น รวมถึงสังคมที่เปิดกว้าง ต้อนรับเพศที่สามด้วย ในระดับมหาวิทยาลัย แมทธิว ได้พอปะสังสรรค์กับเพื่อนที่เป็นเกย์ด้วยกัน ทำให้เค้าพบว่าตัวเองไม่ได้ผิด ไม่ได้ประหลาดจากคนอื่นแต่อย่างใด จนทำให้เค้ารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น จนกล้ากลับไปบอกแม่ของเค้าว่า เค้าเป็นเกย์ ซึ่งแม่ก็ตอบกลับมาว่า รู้แล้ว นั่นเป็นการเปิดใจครั้งสำคัญของแมทธิวต่อครอบครัว
โศกนาฏกรรม
ช่วงชีวิตที่กำลังสดใสของ แมทธิว ก็จบลง เรื่องราวโศกนาฏกรรมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเค้าได้ไปเที่ยวบาร์แห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นมีชายหนุ่มสองคนเข้ามาตีสนิทด้วยจากการแสดงว่าเป็นเกย์เหมือนกัน นั่นทำให้ทั้งหมดคุยกันอย่างถูกคอ หลังจากผับเลิกทั้งสองอาสาไปส่งแมทธิว เนื่องจากทางเดียวกัน จากนั้นทั้งสองก็จับตัว แมทธิว ไปยังทุ่งนาร้างห่างไกลผู้คนแห่งหนึ่ง มัดไว้กับรั้ว แล้วทุบตีอย่างแรงพร้อมกับปล้นเงิน เครดิตการ์ดไปด้วย สุดท้ายปล่อยให้แมทธิวยืนกลางลมหนาวเย็นอย่างนั้นเป็นเวลานานกว่าจะมีคนไปช่วยเหลือก็ทำให้เค้าตายไปแล้ว เป็นเรื่องอันน่าเศร้าของหนุ่มน้อยคนนี้มาก
ในปี 1990 มีเหตุการณ์ของคดีความทารุณกรรมทางเพศที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเกิดขึ้น เมื่อมีครอบครัวหนึ่งสร้างเหตุการณ์สะเทือนขวัญให้กับคนทั้งโลก ผู้หญิงคนหนึ่งมีชื่อว่า โรสแมรี่ และมีแฟนหนุ่ม ชื่อ เฟร็ด ถูกจับกุมหลังจากก่อเหตุฆ่าลูกสาวตัวเองและซ่อนศพเอาไว้ภายในบ้าน เหตุการณ์ไม่เป็นแค่เช่นนั้นภายหลังที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวทั้งคู่แล้ว ยังพบศพอีกมากมายที่ถูกซ่อนภายในบ้าน สองคนสามีภรรยาคู่นี้มีจิตวิปริตไม่ปกติเลย ทั้ง 2 คน ล่อลวงหญิงสาวมากมายมาข่มขืน ทารุณกรรมทางเพศแบบผิดมนุษย์ และจุดจบของผู้หญิงทุกคนก็คือฆ่าทิ้ง และยังหั่นศพแยกชิ้นส่วนศพออก แต่เรื่องราวที่โหดร้ายที่สุดในคดีนี้ คือ โรส และ เฟร็ด ได้ร่วมกันฆ่าลูกสาวคนโตทิ้ง เพราะเนื่องจากลูกสาวของพวกเขานำความลับนี้ไปเล่าหรือบอกต่อให้เพื่อนๆ ของเธอฟัง ในการก่อคดีสะเทือนขวัญครั้งนี้ ถูกจับได้เนื่องจากลูกสาวของเธอได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เพื่อนบ้านเป็นคนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกับเรื่องราวประหลาดๆ เพราะสังเกตได้ว่า ลูกสาวของเธออยู่ดีดีก็หายตัวไป และเมื่อสอบถามจากโรสและเฟร็ดทั้ง 2 คน ก็บอกว่าลูกสาวของพวกเขาได้หนีออกบ้าน แถมพูดกับทุกคนว่าลูกสาวเป็นเลสเบี้ยน แต่เพื่อนบ้านไม่มีใครเชื่ออย่างที่พวกเขาเล่ามาเลย จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำตรวจเพื่อตรวจค้น ภายในบ้าน แต่สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดคือ เมื่อยิ่งค้นหายิ่งพบเจอศพอยุ่ภายในบ้านไม่ต่ำกว่า 10 ศพ แต่โรสก็ไม่ได้ให้การใดๆ ทั้งสิ้น ส่วน เฟร็ด นั้น ให้การรับสารภาพหมดเปลือกรวมไปจนถึงเรื่องฆ่าลูกสาวตัวเองด้วย เนื่องจากตอนที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในบ้านพบศพของลูกสาวที่ถูกหั่นและแยกชิ้นส่วนรวมปะปนอยู่กับศพอื่นๆ อีกด้วย ต่อมาไม่นานหลังจากที่สารภาพผิดได้ไม่นาน เฟร็ด ผูกคอตาย ส่วน โรส ไม่มีทีท่าจะสำนึกผิดแต่อย่างใด และยังคงใช้ชีวิตตามปกติ จนศาลตัดสินให้โรสจำคุกตลอดชีวิต คดีนี้โด่งดังอย่างมาก มีการณ์นำมาเขียนและพูดถึงใหม่เกือบทุกปีนับว่าเรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนจิตใจคนอ่านไม่น้อยเลยทีเดียว
เรื่องราวของฆาตกรตัวน้อยเธอได้รัยฉายาและขึ้นอยู่ในประวัติสตร์โลกว่า ฆาตกรที่น่ารักที่สุดในโลกและที่มาของคำนี่ก็คือ เสื้อของฆาตกรนั้นเอง เด็กหญิงนัทสึมิ ซึมิ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องราวสะเทือนขวัญคนทั้งโลกนี้ เกิดขึ้นที่ เมืองซาเซโบ นางาซกิ ในประเทศญี่ปุ่น มีการฆาตกรรมสะเทือนขวัญเกิดขึ้น และยังเป็นคดีที่โด่งดังอย่างมากเป็นประวัติศาสตร์ของโลกเลย เนื่องจาก นัทสึมิ ได้ก่อเหตุน่ากลัวขึ้นคือ ฆ่าเพื่อนร่วมชั้นกับเธอและเป็นเพื่อนคนเดียวที่เธอสนิทและคบหาด้วย นัทสึมิเป็นเด็กเงียบ และไม่ยุ่งหรือไปสุงสิงกับใครมากนัก แต่ค่อยข้างที่จะมีอารมณ์โมโหรุนแรง ก้าวร้าว แต่ที่น่าแปลกคือ นัทสึมิ เป็นเด็กที่มีไอคิวสูงถึง 140 ซึ่งนับว่าเข้าข่ายเด็กอัจฉริยะเลย ผลการเรียนของเธอก็ไม่แย่ วันที่ 27/05/2004 นัทสึมิ ได้ทะเลาะกับเพื่อนสนิมของเขาที่มีชื่อว่า ซาโตมิ เรื่องที่ทั้ง 2 คนทะเลาะกันนั้น เป็นเพราะคำพูดเพียงแค่ว่า “หนัก” ที่ซาโตมิไปคอมเม้นท์แซว นัทสึมิ ในบอร์ดไดอารี่ของ นัทสึมิ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ นัทสึมิ โกรธเคืองและไม่พอใจเพราะ นัทสึมิ ถือว่าเป็นคำหยาบคาย และนี่คือสิ่งที่จุดประเด็นเบื้องต้นที่ทำให้แค้นและมีความคิดที่อยากจะฆ่า ซาโตมิ วันที่ 28/05/2004 นัทสึมิได้เขียนวิธีการฆ่าขึ้นมา 3 แบบเพื่ออ่านการฆ่าที่ นัทสึมิ เขียนในไดอารี่นั้นมี มีดคัตเตอร์ ที่เจาะน้ำแข็ง หรือจะบีบคอ ต่อด้วยประโยคที่เขียนว่า “วันนี้จะฆ่ามันแต่ทำไมได้ …” และในวันต่อมาคือ 29/05/2004 นัทสึมิ ได้คุยกับ ซาโตมิ ในบอร์ดไดอารี่เพื่อบอกว่าให้ยอมขอโทษเธอสะแต่ ซาโตมิ กลับไม่ยอมขอโทษแถมยังมาคอมเม้นท์ในบอร์ดของ นัทสึมิ ว่า “อวดเก่ง” นัทสึมิ พยายามลบอยู่หลายครั้งแต่ ซาโตมิ ก็ยังมาทำใหม่ทำให้ นัทสึมิ โกรธแค้นอย่างมากและได้พูดคำสุดท้ายว่า “แกหายไปจากโลกสะเถอะ..” วันที่ 31/05/2004 เป็นวันสุดท้ายที่เธอเขียนไดอารี่วันสุดท้ายว่า “วันพรุ่งนี้ฉันจะฆ่ามันด้วยมีดคัตเตอร์..” วันสุดท้ายคือวันที่ 1/6 /2004 นัทสึมิ ได้เรียก ซาโตมิ ไปคุยในห้องเรียนโล่งๆ ห้องหนึ่งและบอกกับ ซาโตมิ ให้นั่งลงบนเก้าอี้ ซาโตมิ ไม่ได้กลัวเพราะไม่คิดว่า นัทสึมิ จะกล้าทำจึงนั่งลงจากนั้น นัทสึมิ ได้เอามือปิดตา ซาโตมิ และเชือดคอจนหลอดลมขาดเธอยืนรอดู ซาโตมิ อยู่ประมาณ 15 นาทีและเห็นว่าตายแล้วเธอก็เดินออกไป เมื่อครูและเพื่อนๆ คนอื่นเห็นเลือดที่เต็มเสื้อผ้าของ นัทสึมิ ก็ตกใจพากันถ่ายรูป นัทสึมิ เธอหันไปยิ้มให้กล้องโยไม่มีที่ท่าตกใจเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวของ นัทสึมิ ถูกนำไปทำเป็นการ์ตูน เกมคอมพิวเตอร์ และยังมีนักร้องที่นำคำว่า NEVADA ไปตั้งชื่อวงอีกด้วย และที่มาของคำว่า NEVADA มาจากตัวอักษรที่เสื้อของ นัทสึมิ เป็นเสื้อที่ใส่ก่อเหตุนั้นเอง
นำมีดทำอาหารมาจ่อคอของเขาด้วย เพื่อนบ้านในละแวกนั้นก็บอกว่าเธอทะเลาะกับ สามีคนปัจจุบันของเธอบ่อยครั้งและเหมือนว่าสามีของเธอพยายามบอกเลิกกับเธอ แต่เธอไม่ยอมและตามตื้อและง้ออยู่เป็นเวลาซักพักใหญ่ แต่สามีของเธอไม่อยากอยู่กับเธอแล้วแต่ยังมามีเพศสัมพันธ์กันอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง แคทเธอรีน เกิดคิดขึ้นมาว่าเธอเหมือนตัวตลก เหมือนถูกหลอก เธอจึงตัดสินใจแทงสามีของเธอ 37 แผล หลังจากที่กระหน่ำแทงด้วยความแค้นแล้ว แคทเธอรีน ก็ถลกหนังของสามีเธอไปแควนกับประตูที่ห้องนั่งเล่น และตัดหัวไปทำน้ำซุป เตรียมจัดอาหารให้กับลูกเลี้ยงของเธอ เมื่อเตรียมอาหารแล้วเธอออกไปกดเงินของเธอและซื้อเหมือนกับว่าจะกำลังจัดงานเลี้ยง กลับมาถึงบ้านเธอหลับพักผ่อนดื่มไวท์กับอาหารที่ซื้อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าตอนที่เจอกับ แคทเธอรีน นั้น เธอไม่รู้สึกอะไรยิ้มและท่าทางของเธอค่อนข้างที่จะมีความสุขอย่างมาก คดีความของเธอจึงกลายเป็นคดีในประวัติศาสตร์ที่สะเทือนขวัญอย่างมาก ศาลได้ตัดสินให้ แคทเธอรีน จำคุกตลอดชีวิต ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยต้องโทษคดีใดๆ เลยก็ตามแต่ การก่อเหตุของเธอครั้งนี้คือการ ฆ่าโดยเจตนาและมีความสุขกับการก่อเหตุ และที่สำคัญการกระทำของเธอนั้นเป็นการกระทำของคนที่ตั้งใจที่จะทำและเป็นคนที่ชำนาญการถลกหนังนั้นเอง
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 ได้เกิดเหตุน่าสะเทือนขวัญขึ้น เมื่อมีคนพบศพเด็กหญิงวัยเพียง 5 ขวบ ถูกข่มขืนและฆ่าทิ้งในห้องน้ำของโรงเรียนแห่งหนึ่งย่าน จรัญสนิทวงศ์ และในที่เกิดเหตุคือ ซอย จรัญสนิทวงศ์ 57 ในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ เรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้คดีความกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งศาลนั้นได้มีการเร่งให้พิจารณาคดีความให้เสร็จภายใน 1 วัน เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องราวที่นับว่าสะเทือนขวัญประชาชนในละแวกนั้นอย่างมาก จากปากคำบอกเล่าของพยานสำคัญคือ เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งที่เล่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่า ก่อนหน้าที่จะมีคนมาพบศพ เขาเองมาเข้าห้องน้ำและได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง ท่าทางน่ากลัวเดินโผล่ออกมาจากห้องน้ำที่เกิดเหตุและมีท่าทางตกใจเมื่อเจอกับเด็กนักเรียนชาย คนร้ายก็ตกใจและรีบเดินถอยกลับเข้าไปในห้องน้ำซักครู่ เมื่อเด็กนักเรียนชายจะเดินเข้าไปใกล้บริเวณหน้าห้องน้ำนั้น ผู้ชายคนดังกล่าวถีบประตูออกมาจากห้องน้ำ เด็กนักเรียนชายจึงกลัวและได้รีบหนีออกมา จึงเป็นเหตุให้เด็กนักเรียนชายจำรูปร่างหน้าตาของคนร้ายได้ชัดเจน นอกจากนั้นยังมีคนขายของชำบอกเล่าต่ออีกว่ามีชายคนหนึ่งชื่อนาย พันธุ์ เป็นคนคุ้นน่าคุ้นตาเพราะเขาเป็นคนละแวกนั้น เดินเปียกน้ำเข้ามาซื้อบุหรี่ 1 ตัว ท่าทางมีพิรุธมานั่งดูดบุหรี่อยู่ตรงนี้ซักครู่หนึ่ง หลังจากนั้นในเวลาต่อมาก็มีคนมาพบศพเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับคนร้ายได้ในวันถัดมา ซึ่งคนร้ายก็มีประวัติเคยต้องโทษคดียาเสพติดมาหลายครั้งศาลจึงเห็นว่า นักโทษเด็ดขาดคนนี้นั้นไม่เข็ดหลาบ ก่อคดีติดๆ กันและที่สำคัญ คือ พึ่งพ้นโทษมาได้ 7 วัน หลังจากพ้นโทษก็มาก่อคดีสะเทือนขวัญอีก ศาลจึงตัดสินว่าให้ประหารชีวิต แต่เขาก็ได้ยื่นฎีกาแต่ไม่เป็นผล และศาลสถิติยุติธรรมทั้ง 3 ศาลได้ตัดสินว่าประหารทั้ง 3 ศาล เพราะตัวนักโทษนั้น ถือว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างมากไม่มีความสำนึกผิด นักโทษประหารรายนี้จึงมีลมหายใจวันสุดท้ายคือวันที่ 21 มิถุนายน 2542 โดยเพชฌฆาตได้ใช้กระสุนเพียง 9 นัดปิดฉากนักโทษประหารรายนี้นั้นเอง
ซีอุยคือนักโทษประหารที่เป็นคดีในประวัติศาสตร์ไทยคนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วเขาชื่อ หลีอุย แซ่อึ้ง เป็นคนจีนคนไทยเรียกเขาผิดๆ กันไปเอง เรียกเขาว่า ซีอุย จนกลายเป็นคำเรียกติดปากหรือกลายเป็นฉายาของเขานั้นเอง ซีอุยเป็นประชาชนชาวจีนแต่ได้ลักลอบเข้ามาทำงานอยู่ในเมืองไทย เขาได้ก่อคดีฆาตกรรมขึ้น ที่น่าตกใจคือเมื่อเขาฆ่าแล้วเขาจะนำตับและหัวใจของมนุษย์ออกมากิน การก่อคดีของเขาเกิดขึ้นถึง 6 ครั้ง และครั้งสุดท้ายคือเด็กชายที่มีอายุ 10 ขวบ ที่ซีอุยถูกจับได้เขารับสภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเขาทำแบบนี้เพื่อจะนำอวัยวะของมนุษย์คือตับและหัวใจออกมากิน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวซีอุย ได้มีการนำตัวของซีอุยไปตรวจสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ แต่แพทย์ได้ระบุว่า ซีอุยไม่ได้มีอาการผิดปกติแต่อย่างใดไม่ว่าจะเป็นทางจิตใจหรือร่างกาย เพียงแต่มีความเชื่อในสมัยเด็กท่านั้นเองเพราะตอนที่ ซีอุย ยังเป็นเด็ก เขาได้เจอกับกับนักบวชคนหนึ่ง ที่บอกกับเขาว่าการกินหัวใจกับตับของมนุษย์คือยาที่บำรุงร่างกายให้แข็งแรงอย่างหนึ่ง เขากินอวัยวะของมนุษย์ครั้งแรกคือตอนที่ถูกเกณฑ์ทหาร และออกรบซึ่งมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก อาหารก็ขาดแคลนจึงทำให้เขาควักและผ่าท้องทหารที่เสียชีวิตแล้วออกมากินโดยไม่ได้สนใจใคร ต่อมาเมื่อเข้ามาอยู่ที่เมืองไทยก็ก็ได้สร้างคดีน่าสยองขวัญต่อเนื่องถึง 6 ราย ในอำเภอทับสะแก ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการก่อคดีของเขานั้นไม่ได้ถูกจับในทันที แต่ยังลอยนวลได้เป็นเวลาถึง 5 ปี เรื่องราวของซีอุยนับว่าเป็นตำนานประวัติศาสตร์ไทยที่มีคนนำมาจารึกไว้ ศพของซีอุยในปัจจุบัน ยังอยู่ที่พิพิธพันธ์ในโรงพยาบาลศิริราชชั้น 2 ตั้งไว้ให้เด็กรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาคดีในตำนานนี้ต่อไป เพราะมีคนบางกลุ่มตั้งข้อสงสัยว่าจริงๆ แล้วซีอุยไม่ใช่คนร้ายที่ฆ่าเด็กจริงๆ เพียงแต่เด็กคนสุดท้ายเท่านั้นที่เป็นหลักฐานมัดตัวเขา และยังมีเด็กหญิง 8 ขวบ ที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์น่ากลัวนี้อีกด้วย