
หากพูดถึงวีรสตรีไทย อันดับต้นๆที่ต้องนึกถึงคือท่านคนนี้ท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม อีกชื่อหนึ่งที่รู้จักกัน ตาม
ประวัติศาสตร์ท่านเป็นผู้กอบกู้ เมืองโคราช จากเจ้าอนุวงษ์ จากเวียงจันทร์ ท่านเป็นที่เคารพนับถือจาก คนนครสีธรรมราชเป็นอย่างมากเป็นศูนย์รวมจิตใจเลยก็ว่าได้ ย่าโม มีพี่สาวหนึ่งคน น้องชายหนึ่งคน ได้แต่งงานกับพระยาสุรเดชเดชาฤทธิทศทิศวิชัยหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าปลัดทองคำ ตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาราชการเมือง ย่าโมเป็นคนใจดี แต่ไม่มีบุตรธิดา ทำให้ชาวบ้าน เข้ามาฝากตัวเป็น บุตรและธิดากันมากมาย
วีรกรรรมของวีรสตรีผู้นี้ อาจหาญมากเกินกว่าชายชาตรีบางคนเสียอีก เมื่อปี พ.ศ. 2369 ได้มีการยกทัพบุกเมืองไทยจากประเทศลาว โดยเจ้าอนุวงศ์ ในคราวนั้น ตามประวัติศาสตร์เนื่องจาก ปลัดทองคำได้ไปงานราชการต่างประเทศ ที่เขมร
ทำให้ที่เมืองโคราชมีเพียง ย่าโม และชาวบ้านอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อ เจ้าอนุวงศ์ ได้ยกทัพเข้ามาก็ กวาดเอาไปเป็นเชลยศึกทั้งสิ้น
ในคราวนี้เอง ที่ ย่าโมได้เป็นผู้นำของชาวบ้านเข้าต่อสู้กับทหารลาว ภายใต้การนำของท่าน ทหารลาวได้ล้มตายไปเป็นอย่างมาก ทำให้ทัพข้าศึกแตกพ่าย ที่ ทุ่งสัมฤทธิ์ ช่วยให้ประเทศไทยได้เมืองนครศรีธรรมราชหรือโคราชกลับมา จากวีรกรรมครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) ได้พระราชทานบำเหน็จ แต่งตั้ง เป็นท้าวสุรนารี และพระราชทานเครื่องยศทองคำประดับเกียรติ อันได้แก่ ถาดทองคำใส่หมาก จอกหมากทองคำตลับทองคำ เตาปูนทองคำ คนโททองคำ ขันน้ำทองคำ
หลังจากสิ้นอายุขัย หรืออสัญกรรม ชาวบ้านพร้อมใจกันนำอัฐิของท้าวสรุนารี พร้อมสร้างอนุสาวรีย์ และนำอัฐิประดิษฐานไว้ข้างใน ที่หน้าประตูเมืองชุมพลด้านทิศตะวันตกของโคราชเข้าหากรุงเทพฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นท้าวสุรนารี เป็นวีรสตรีคนแรกที่ได้รับการสร้าง อนุสาวรีย์
จิ๋นซีฮ่องเต้ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ ผู้เดียวที่สามารถรวบรวมประเทศจีน ทั้ง 7 แคว้น เป็นปึกแผ่นเป็นจักรพรรดิองค์แรก ที่ก้าวขึ้นสู่มหาอำนาจนี้ได้ ชื่อเดิม คือ อิ๋งเจิ้ง อาศัยอยู่ในอาณาจักรรัฐ ฉิน แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ ในช่วงพระชนม์ชีพทรงพระเยาว์ของจิ๋นซีฮ่องเต้ ในหน้าประวัติศาสตร์นั้นล้วนแล้วแต่ว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยการบันทึกใดๆ สิ่งเดียวที่มีการบันทึกอยู่ใน ช่วงวัยเยาว์คือ มีพระอนุชา 3 พระองค์ องค์แรกเข้าร่วมกันกบฏ อีกสองพระองค์ถูกฆ่าตายทั้งเป็น เพราะอะไรถึงได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิชาการส่วนใหญ่ยังคงตั้งข้อสงสัยจนถึงปัจจุบัน ว่าเพราะอะไร พระอนุชาของพระองค์ถึงเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏและทำไมพระองค์ถึงต้องฆ่าพระอนุชาด้วย อีกหนึ่งปริศนา ของประเทศจีนที่เหมือนจะยังไม่มีใครรู้ ฮองเฮาของจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่คือใคร นางสนมนางกำนัลประจำวังหลังของจิ๋นซี ล้วนแล้วแต่ไม่ปรากฏ
มีวีรชนมากมายที่ล้วนแล้วแต่ฝากชื่อเสียงในเลื่องลือ ในอดีตจนมาถึงยุคปัจจุบัน ถ้าหากเราลองมองย้อนกลับไปแล้ว

เนส เป็นผู้ก่อคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญไม่น้อยไปกว่าคดีอื่นๆ เนื่องจากเป็นผู้หญิงที่ฆ่าคนตายเยอะมากที่สุด 40 รายเธอมีร่างกายที่เหมือนกับยักษ์ เนสมีส่วนสูง 183 เซนติเมตร และน้ำหนักตัวของเธอ 90 กิโลกรัม ก่อนหน้าที่ทุกคนจะรู้จักเธอในนาม เนส เธอมีชื่อว่า บรินไฮส สเตอร์เชธ เป็นชาวนอร์วีเจียน เนส จะฆาตกรรมเหยื่อที่เป็นคนมีฐานะทั้งหมด เนส เข้ามาในอเมริกาเพื่อหาสามีที่มีฐานะและจะเลือกเหยื่อที่สามารถเลี้ยงดูเธอได้นั้นเอง เนส เธอรวยขึ้นและมีฐานะที่ดีขึ้นในเวลาที่รวดเร็วมาก จนเธอได้ไปซื้อฟาร์มเพื่อทำธุรกิจส่วนตัวเพื่อจะได้ไม่เป็นที่จับตามองหรือเป็นที่ต้องสงสัยของใคร หลังจากที่ซื้อฟาร์มแล้วเธอไม่ได้ไปเดินตามที่สาธารณะเพื่อมองหาเหยื่อหรือรอเวลาเผื่อที่จะได้เจอเนื้อคู่ เธอไม่อยู่นิ่งเฉยแต่เธอเลือกที่จะโฆษณาตัวเองผ่านนิตรสารต่างๆ โดยใช้ข้อความว่า “ แม่ม่ายยังสาว เป็นเจ้าของฟาร์มในลาพอร์เต้ รัฐอินเดียน่า ที่มีความปรารถนาจะคบกับสุภาพบุรุษผู้มีฐานะและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ” ด้วยวิธีการที่เธอได้ประกาศหาคู่อย่างเป็นทางการเช่นนี้ จึงมีเศรษฐีหนุ่มใหญ่ผู้มีฐานะหลงกล และเข้ามาเป็นศพในฟาร์มในลาพอร์เต้ไม่น้อยเลยทีเดียว เนส เธอไม่ได้ฆ่าเพียงแค่ผู้ชายที่จะเข้ามาเป็นสามีเท่านั้น แต่ไม่ว่าคนที่รู้เห็นเกี่ยวก้อง หรือตกเป็นที่ต้องสงสัยสำหรับเธอแล้ว เธอจะฆ่าปิดปากทุกคน โดยเฉพาะญาติของสามีเธอทุกคน โดยเหตุผลของเธอมีเพียงอย่างเดียวคือ เธอต้องการสมบัติจาก เศรษฐีใหญ่ทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเธอ และเมื่อเวลาของความโลภของเธอหมดลงคือเวลาที่ ญาติของเหยื่อรายสุดท้ายนั้นบุกไปที่ฟาร์ม แต่เธอได้เตรียมการหนีความผิดไว้หมดแล้ว เธอถอนเงินที่เธอมีอยู่ออกจากธนาคารทั้งหมดและได้เขียนพินัยกรรมขึ้นมา 1 ฉบับ ในเวลาต่อมาไม่นานมีคนมาเจอว่าฟาร์มของ เนส ถูกเผาจนมอดไหม้ และพบศพ 4 ศพด้วยกัน คือ ลูกของเธอ 3 คน และอีกหนึ่งศพที่อยู่ในท่านั่งแต่หัวขาด ซึ่งบ้านเพื่อนช่วยกันยืนยันว่าทุกคนนั้นจำร่างของเธอได้ เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบ ก็เจอกับฟันปลอมของ เนส ที่ตกอยู่ข้างๆ ศพ เหล่านั้น ซึ่งได้ระบุไว้ว่า เนสฆ่าตัวตายหนีความผิดทุกอย่างพร้อมกับลูกๆ ของเธอโดยคนจุดเพลิงเชื่อว่าน่าจะเป็น เนส ที่ลงมือทำเองทั้งหมด
เรื่องราวที่นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 6 เลยก็ว่าได้ เป็นเรื่องของนักโทษประหารคนสุดท้ายที่โดนตัดหัวนักโทษคนนี้มีชื่อว่านาย บุญเพ็ง หีบเหล็ก นายบุญเพ็งนั้นได้รับฉายาว่าหีบเหล็กเพราะว่า เค้าเป็นฆาตกรที่ฆ่าคนตายโดยวิธีการฆ่าเสร็จแล้วนำศพไปหั่นเป็นท่อนๆ เพื่อยัดใส่หีบเหล็กและ เขาก็เอาหินใส่ลงไปในหีบเพื่อถ่วงน้ำหนักไม่ให้หีบนั้นลอยขึ้นมาเหนือน้ำ ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น นับว่าเรื่องราวของนายบุญเพ็งหีบเหล็ก เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนในประเทศไทยผวากันเป็นแถบๆ เพราะวิธีการฆ่าของเขาโหดเหี้ยมเกินคนจริงๆ นายบุญเพ็ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้หลังจากที่เขาได้ฆ่านางปริก ซึ่งเป็นคู่รักของเขาที่นัวเนียกันอยู่พักใหญ่นั่นเอง สาเหตุที่นายบุญเพ็งได้ฆ่านางปริกทิ้งเพราะ นางปริกนั้นตั้งท้องและมาเรียกร้องให้นายบุญเพ็งรับผิดชอบเด็กในท้องแต่นายบุญเพ็งไม่ยอมรับผิดชอบ นางปริกจึงโวยวายทำให้นายบุญเพ็ง ไม่พอใจจึงได้หลอกลวงให้นางปริกออกมาเพื่อปล้นทรัพย์และฆ่าทิ้ง นายบุญเพ็งได้นำร่างไร้วิญญาณของนางปริก ใส่หีบและเอาก้อนหินใหญ่ 8 ก้อนใส่ลงหีบไปด้วยเพื่อจะถ่วงหีบไม่ให้ลอยขึ้นมา แต่แล้วเช้าวันต่อมามีชาวบ้านแถวนั้นได้เห็นหีบลอยน้ำมา จึงนำมาเปิดดูและพบกับศพของนางปริกถูกมัดมือและมัดเท้าอยู่ในท่างอตัวนอนอยู่ในหีบ ก่อนหน้านี้แม่ของนางปริกก็ได้ไปแจ้งความไว้แล้ว เพราะนางปริกหายออกจากบ้านไปหลังจากที่ได้รับจดหมายของนายบุญเพ็งที่ส่งมาบอกว่าให้ออกมาหา โดยหลอกลวงนางปริกว่าจะคืนสร้อยคอที่ได้ยืมมา นางปริกจึงแต่งตัวออกจากบ้านไปหานายบุญเพ็ง ผู้หญิงหลายคนที่เข้ามาติดพันนายบุญเพ็งเพราะนายบุญเพ็งนั้นมีวิชาอาคมทำเมตตามหานิยมเลยมีแต่ผู้หญิงมาติดพันรวมไปจนถึงนางปริกด้วย ตำรวจตามไปจับกุมนายบุญเพ็งที่งานแต่งงานของนายบุญเพ็งกับคนรักในไม่กี่วันต่อมา นายบุญเพ็งจึงได้กลายเป็นนักโทษประหาร และในลานประหารนั้นมีคนไปเฝ้าดูกันเยอะมากแต่ในนั้นไม่มีญาติของนายบุญเพ็งเลย ตอนประหารมีชาวบ้านได้เล่าลือกันว่ารอบแรกที่เพชฌฆาตฟันลงหัวนายบุญเพ็งนั้นไม่สามารถทำอะไร เพชฌฆาตจึงสั่งว่ามีอะไรดีก็ให้คลายทิ้งซะ นายบุญเพ็งจึงท่องคาถาเบาๆ หลังจากนั้นเพชฌฆาตจึงตัดหัวของนายบุญเพ็งกระเด็นออกไป หลังจากที่ได้ ประหารนายบุญเพ็งโดยการตัดคอทิ้งแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายบุญเพ็งจึงกลายเป็นนักโทษประหารที่โดนตัดคอทิ้งเป็นคนสุดท้ายนั้นเอง